ไม่แปลกใจ “พี่ชายฮลุน โซโล่” ถึงขั้นตัดสินใจลาออกจากงานทันที
พี่ชายฮลุน โซโล่” ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Klose Mos โดยระบุว่า
เรื่องของน้องยังไม่มีอะไรอัพเดทเพิ่มเติมนะครับ
และผมอยากจะขอนอกเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัวของผมสักนิดครับ
วันที่ผมตัดสินใจลาออกจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง
ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม แต่สุดท้ายผมอยากเขียนไว้เป็นประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง และอยากให้คนที่ได้อ่านเข้าใจถึงเหตุผลที่ผมตัดสินใจลาออกจากงาน
เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่น้องของผมเสียชีวิตในต่างประเทศ
จากชีวิตประจำวันที่เคยทำงานตามปกติ วันหนึ่งผมต้องเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเพื่อเดินทางไปจัดการเรื่องของน้อง ต้องประสานงานกับหลายหน่วยงาน จัดการเอกสาร ติดต่อสถานทูต ประสานเรื่องการเดินทาง และพยายามทำทุกทางเพื่อให้น้องได้กลับบ้าน
ช่วงเวลานั้นผมแทบไม่ได้นอน เพราะต้องคุยและประสานงานต่อเนื่องทั้งคืน ทั้งเรื่องของน้องและการหาความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย
ในขณะเดียวกัน ผมก็ต้องจัดการเรื่องงานให้เรียบร้อย ผมแจ้งการลาเป็นลายลักษณ์อักษร และมีการพูดคุยเรื่องระยะเวลาการลาเป็นการส่วนตัวตามขั้นตอนของบริษัท การลาของผมไม่ได้เป็นการขาดงานหรือลาเกินระเบียบแต่อย่างใด
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ทำให้ผมได้เห็น ทัศนคติ และ วิธีคิด ของคนคนหนึ่งที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการอย่างชัดเจน
มีคำพูดหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น
มึงเป็น ตม. เหรอ
คุณไปแล้วจะทำอะไรได้
เป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันเหรอ
ไม่มีคนอื่นทำให้เหรอ
รวมถึงการพยายามถามว่า เรื่องมันเร่งด่วนขนาดนั้นหรือไม่ กลับมาทำงานก่อนได้ไหม ทั้งที่ผมกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องจัดการเรื่องการสูญเสียของครอบครัว
และสิ่งที่ทำให้ผมคิดมากขึ้นไปอีก คือในวันที่ร่างน้องเดินทางกลับมาถึงบ้าน ครอบครัวเพิ่งได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลให้น้องที่บ้านเพียง 2 วัน ผมยังอยู่ในช่วงจัดการความสูญเสียและเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับน้อง
แต่ในช่วงเวลานั้น ผมได้รับโทรศัพท์ให้ติดตามเรื่องการกลับไปทำงาน ”รู้ว่ายุ่งแล้วงานคุณล่ะ“ ซึ่งกรณีนี้ผมต้องแจ้งว่าผมไม่ได้มีงานค้างหรือมีอะไรต้องเร่งรีบทำขนาดนั้นนะครับ
สำหรับผม ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “พูดอะไร”
แต่คือ คิดอย่างไร จึงสามารถพูดและแสดงออกกับคนที่กำลังสูญเสียคนในครอบครัวแบบนั้นได้
เพราะคำพูดเป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนความคิดและทัศนคติของคนคนหนึ่งออกมา
ผมไม่ได้คาดหวังว่าผู้จัดการจะต้องมาช่วยจัดการเรื่องของครอบครัวผม และไม่ได้คาดหวังสิทธิพิเศษอะไรจากองค์กร
ผมเข้าใจเรื่องงาน และเข้าใจว่าผู้จัดการมีหน้าที่ต้องดูแลงานขององค์กร
แต่ผมเชื่อว่าการเป็นผู้จัดการหรือการเป็นผู้นำของคนในองค์กร ไม่ได้วัดกันแค่ความสามารถในการบริหารงาน หรือการทำให้คนทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย
แต่มันควรสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะ วิธีคิด การรู้จักแยกแยะสถานการณ์ และการให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของคนที่อยู่ตรงหน้า
โดยเฉพาะในวันที่คนคนหนึ่งกำลังเจอกับเรื่องที่หนักที่สุดในชีวิต
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมเริ่มถามตัวเองว่า หากวันหนึ่งผมต้องใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติแบบนี้ต่อไป ผมจะสามารถอยู่กับมันได้หรือไม่
และคำตอบของผมคือ ผมอยู่ไม่ได้
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจบำเพ็ญกุศลของน้อง ผมจึงตัดสินใจว่าจะลาออกจากงาน
วันที่ 18 สิงหาคม ผมกลับมาทำงานตามปกติ และตั้งใจทำงานให้ครบถ้วนจนถึงสิ้นเดือน เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยที่สุด
วันที่ 23 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของผม ผมได้เปิดใจกับแม่และยายว่า ผมไม่ไหวกับบุคคลประเภทนี้ และผมไม่สามารถทำงานต่อในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติแบบนี้ได้
สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือ กลัวแม่กับยายจะเครียด เพราะผมเองก็ยังมีหน้าที่ต้องหารายได้เข้าครอบครัว
แต่คำตอบของแม่กับยายกลับทำให้ผมรู้สึกโชคดีมาก
ไม่เป็นไรลูก เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด กลับมาอยู่บ้านเราก็ได้ บ้านเราก็มีไม่ได้เช่า ข้าวเราก็มีกิน ปลาร้าก็มีอยู่ในไห ไม่ต้องคิดมาก ออกมาพักก่อน
ผมยอมรับว่าลึกๆผมก็ยังเครียดเรื่องอนาคต เพราะผมก็ต้องหาเงินและดูแลครอบครัวเหมือนกัน
แต่ระหว่างที่ทำงานอยู่ ผมก็พยายามวางแผนชีวิตและการเงินของตัวเองมาตลอด ผมมีเงินสำรองฉุกเฉินที่เตรียมไว้สำหรับช่วงที่อาจต้องว่างงานประมาณ 1–2 ปี หรืออาจนำไปเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆสักอย่าง
อย่างน้อยผมยังมีทางเลือกที่จะกลับมาอยู่บ้าน อยู่กับยาย และค่อยๆเริ่มต้นชีวิตใหม่
ตอนนี้ผมยังไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเดินไปทางไหน
เพราะเรื่องของน้องยังมีอีกมากมายที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องคดี เอกสาร การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และเรื่องอีกหลายอย่างที่ยังไม่จบ
หลังจากนี้ผมคงต้องทุ่มเวลาและกำลังทั้งหมดที่มี เพื่อเร่งประสานและจัดการเรื่องของน้องให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้
ส่วนอนาคตของตัวเอง ค่อยคิดกันอีกที
วันนี้ผมเลือกครอบครัวก่อน
และผมอยากบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า ผมไม่ได้มองว่าทุกคนในองค์กรเป็นแบบเดียวกัน
สิ่งหนึ่งที่ผมเสียใจที่สุดจากการตัดสินใจครั้งนี้ คือ ผมต้องจากเพื่อนร่วมงานดีๆหลายคน
ผมมีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีคนที่คอยช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผมรู้สึกขอบคุณทุกคนจริงๆและการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากคนเหล่านั้นเลย
ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า ผมยังเคารพและรู้สึกดีกับเพื่อนร่วมงานที่ดีทุกคนเหมือนเดิม
สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากเรื่องหนึ่งไว้สำหรับคนที่มีลูก มีพ่อแม่ หรือมีคนในครอบครัวที่ทำงานอยู่กับองค์กรต่างๆ
วันหนึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่า คนในครอบครัวของเราจะต้องเจอกับอะไร
เขาอาจต้องสูญเสียใครบางคนโดยไม่ทันตั้งตัว อาจต้องเดินทางไปจัดการเรื่องสำคัญ หรืออาจต้องหยุดงานเพื่อดูแลครอบครัวในวันที่ชีวิตกำลังพังลงมา
ถ้าวันนั้นเกิดขึ้นกับลูกของคุณ หรือคนในครอบครัวของคุณ ผมอยากให้ลองคิดดูว่า ถ้าเขากลับมาเล่าให้เราฟังว่า เขาได้รับการปฏิบัติแบบไหนในวันที่กำลังสูญเสีย เราในฐานะพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร
ผมไม่ได้เขียนเพื่อให้ใครสงสาร และไม่ได้ต้องการให้ใครไปโจมตีใคร
ผมเพียงอยากเล่าประสบการณ์ของตัวเอง และอยากให้เรื่องนี้เป็นข้อคิดว่า
ตำแหน่งไม่ได้ทำให้ใครเป็นผู้นำ
การเป็นผู้นำไม่ได้มีแค่การบริหารงาน แต่ต้องมีวุฒิภาวะ มีทัศนคติที่ดี รู้จักแยกแยะสถานการณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ลืมว่า คนที่เรากำลังบริหารอยู่ก็เป็น มนุษย์ เหมือนกับเรา
เพราะในวันที่ครอบครัวของใครสักคนกำลังสูญเสีย เขาอาจไม่ได้ต้องการอะไรจากองค์กรเลย
เขาอาจต้องการเพียงพื้นที่เล็กๆให้เขาได้กลับไปจัดการชีวิตและครอบครัวของเขาก่อน
สำหรับผม นี่คือบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงาน
และผมเลือกที่จะเดินออกมา โดยไม่ได้เกลียดงาน ไม่ได้เกลียดเพื่อนร่วมงาน และไม่ได้เสียใจที่ครั้งหนึ่งเคยทำงานที่นี่
ผมเพียงเลือกที่จะกลับมาอยู่กับครอบครัว ในวันที่ครอบครัวของผมต้องการผมมากที่สุดครับ
ยาวหน่อยนะครับแต่ขอบคุณที่อ่านจนจบแล้วบางคนอาจได้ข้อคิดจากเหตุการณ์ที่ผมพบเจอ