Home Blog Page 12

ไปรู้จักกันตอนไหน เปิดสัมพันธ์ สมีโชติ-เอ๋ อาจมีสีกามากกว่า 1คน

0

ฉาวสะเทือนวงการผ้าเหลืองเมืองไทย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นำกำลังเข้าจับกุม พระวชิรญาณ หรือ หลวงพ่ออติโชติ อายุ 66 ปี เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ต้นตำรับเหรียญเหนือดวงองค์พ่อจตุคาม พร้อม สีกาเอ๋ น.ส.ปุณยวีร์ฯ อายุ 47 ปี สีกาคนสนิทเจ้าอาวาส หลังพบพฤติกรรมของเจ้าอาวาสที่มีการเบียดบังเงินวัดเป็นของตน และมีการนำเงินไปมอบให้กับสีกาคนสนิทเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพและอำพรางในชื่อของบุคคลอื่น มูลค่าความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท โดย ได้จับสึกเรียบร้อยแล้ว กลายเป็น ทิดโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์

ไปรู้จักกันตอนไหน เปิดสัมพันธ์ สมีโชติ-เอ๋ อาจมีสีกามากกว่า 1คน

โดย นายอติโชติฯ ถูกจับคาวัดพุทไธศวรรย์ ตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ที่ 29/2569 ลงวันที่ 8 ก.ย.69 ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ/ละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ, เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ/ละเว้นโดยมิชอบ และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน”

ไปรู้จักกันตอนไหน เปิดสัมพันธ์ สมีโชติ-เอ๋ อาจมีสีกามากกว่า 1คน

และ น.ส.ปุณยวีร์ฯ ถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ที่ 30/2569 ลงวันที่ 8 ก.ย.69 ในข้อหา “สนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯ, สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติ/ละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ, สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ/ละเว้นโดยมิชอบ และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน”

ทั้งนี้ในส่วนของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์ในรายการโหนกระแส เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคดีกับการจับกุมสมีโชติ อดีตเจ้าวาสวัดพุทไธศวรรย์ว่า จุดเริ่มต้นมาจากมีกลุ่มลูกศิษย์ของสมีโชติ ที่ทนเห็นพฤติกรรมไม่ไหว จึงส่งเรื่องร้องเรียน และคลิปเสพเมถุน มาให้ตำรวจสอบสวนกลาง จนนำไปสู่การสืบสวนขยายผล 2 เดือน และพบว่ามีการเบียดบังทรัพย์สินวัด

สมีโชติ เลียนแบบวัดพระบาทน้ำพุ จดตั้งมูลนิธิ อมเงินวัตถุมงคล
โดยพบพฤติการณ์ว่า สมีโชติ มีพฤติกรรมยักยอกเงินจากการจำหน่ายวัตถุมงคล ไม่ได้นำเงินเข้าวัด แต่ใช้วิธีการลอกเลียนแบบวัดพระบาทน้ำพุ คือการไปจดจัดตั้งมูลนิธิ เพื่อโยกย้ายเงินเข้าส่วนตัว แต่ออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นชื่อวัด ซึ่งการจดตั้งมูลนิธิเพิ่งดำเนินการได้ไม่นานมานี้เอง

ไปรู้จักกันตอนไหน เปิดสัมพันธ์ สมีโชติ-เอ๋ อาจมีสีกามากกว่า 1คน

ส่วนสีกาเอ๋ ในคลิป พบว่ารู้จักกับสมีโชติ มาตั้งแต่ปี 2567 หรือเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนนี้พบความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้าน โดยมีทรัพย์สินบางส่วนไปอยู่ที่ฝ่ายหญิง

ไปรู้จักกันตอนไหน เปิดสัมพันธ์ สมีโชติ-เอ๋ อาจมีสีกามากกว่า 1คน

ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยอีกว่า จากแนวทางการสืบสวน ตอนนี้พบว่ามีบุคคลที่มีความเชื่อมโยงอีกประมาณ 2-3 คน และอาจมีสีกามากกว่า 1 คน เข้ามาพัวพันด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินการต่อไป

ถึงว่าเบื้องหลัง สมีโชติ เงินสะพัด 100 ล้าน ที่แท้เลียนแบบวัดดัง

0

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินคดีกับ “สมีโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ หลังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงมีคลิปเสพเมถุนกับสีกา ก่อนตำรวจสอบสวนกลางขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินกว่า 100 ล้าน จนพบข้อมูลเกี่ยวกับการเบียดบังทรัพย์สินของวัดนั้น

ถึงว่าเบื้องหลัง สมีโชติ เงินสะพัด 100 ล้าน ที่แท้เลียนแบบวัดดัง

ล่าสุด พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์ในรายการโหนกระแส เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า จุดเริ่มต้นของคดีมาจากกลุ่มลูกศิษย์ของสมีโชติที่ทนเห็นพฤติกรรมไม่ไหว จึงส่งเรื่องร้องเรียน พร้อมคลิปเสพเมถุนให้ตำรวจสอบสวนกลาง ก่อนเจ้าหน้าที่ใช้เวลาสืบสวนขยายผลประมาณ 2 เดือน

ถึงว่าเบื้องหลัง สมีโชติ เงินสะพัด 100 ล้าน ที่แท้เลียนแบบวัดดัง

จากการสืบสวนพบพฤติการณ์ว่า สมีโชติมีการยักยอกเงินจากการจำหน่ายวัตถุมงคล โดยไม่ได้นำเงินเข้าวัด แต่ใช้วิธีการจดจัดตั้งมูลนิธิ เพื่อโยกย้ายเงินเข้าส่วนตัว ขณะที่มีการออกใบอนุโมทนาบัตรในชื่อวัด ซึ่งการจัดตั้งมูลนิธิดังกล่าวเพิ่งดำเนินการได้ไม่นาน

ส่วนสีกาที่ปรากฏในคลิปนั้น จากการตรวจสอบพบว่ารู้จักกับสมีโชติมาตั้งแต่ปี 2567 หรือประมาณ 2 ปีก่อน และขณะนี้ตำรวจพบว่าความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100 ล้านบาท โดยมีทรัพย์สินบางส่วนไปอยู่กับฝ่ายหญิง

ถึงว่าเบื้องหลัง สมีโชติ เงินสะพัด 100 ล้าน ที่แท้เลียนแบบวัดดัง

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยังเปิดเผยด้วยว่า แนวทางการสืบสวนขณะนี้พบว่ามีบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับเรื่องดังกล่าวอีกประมาณ 2-3 คน และอาจมีสีกามากกว่า 1 คนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ถึงว่าเบื้องหลัง สมีโชติ เงินสะพัด 100 ล้าน ที่แท้เลียนแบบวัดดัง

ขออย่าให้ใช่เลย “พระดัง” เตรียมโดนจับอีก วัดนี้ดังกว่า “สมีโชติ”

0

เรียกได้ว่าช่วงนี้เกิดข่าวใหญ่วงการสงฆ์ให้ได้ติดตามกันรายวัน และไม่รู้ล่าสุดว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเพจ Survive – สายไหมต้องรอด ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า

เหลือจะเชื่อ! เตรียมจับพระดัง! ดังกว่า #ทิดโชติ ก็วัดนี้แหละ

สายมูต้องเคยไป!!

เรียกได้ว่า ทำชาวเน็ตแห่กันเดาสนั่นเลยทีเดียว ซึ่งถ้ามีความคืบหน้า เราจะรีบแจ้งข่าวให้ทราบโดยเร็วที่สุด

ขออย่าให้ใช่เลย "พระดัง" เตรียมโดนจับอีก วัดนี้ดังกว่า "สมีโชติ"
ขออย่าให้ใช่เลย “พระดัง” เตรียมโดนจับอีก วัดนี้ดังกว่า “สมีโชติ”

จังหวัดเดียวในไทย “ผังเมืองดี ที่สุด” ติดอันดับโลก ออกแบบ เป็นใยแมงมุม วงเวียน 3 ชั้น

0

จังหวัดเดียวในไทย “ผังเมืองดีที่สุด” ติดอันดับ 23 ของโลก ออกแบบเป็น ใยแมงมุม วงเวียน 3 ชั้น ต้นแบบการ วางแผนเมืองอย่างยั่งยืน “ใต้สุดแดนสยาม เมืองงาม ชายแดน” คือคำขวัญที่บ่งบอกอัต ลักษณ์ของจังหวัดยะลาได้เป็นอย่าง ดี จังหวัดยะลาได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเมืองที่มีผังเมืองสวยที่สุดใน ประเทศไทย และยังสร้างชื่อเสียงใน ระดับสากล โดยในปี พ.ศ. 2546 เทศบาลนครยะลา ได้รับการคัด เลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยจนคว้า รางวัลชนะเลิศ UNESCO Cities for Peace จากองค์การยูเนสโก ใน ส่วนของโซนเอเชียและแปซิฟิก

ลักษณะเด่น “ผังเมืองใยแมงมุม” วง เวียน 3 ชั้น

ความโดดเด่นที่ทำให้ยะลาแตกต่าง จากเมืองอื่นคือการออกแบบถนนทุก สายให้มุ่งสู่ใจกลางเมืองใน

ลักษณะ วงเวียน 3 ชั้น เชื่อมโยงเป็น โครงข่ายถนนที่เป็นระเบียบคล้ายใย แมงมุม ระบุว่าโครงสร้างลักษณะนี้ ช่วยให้การจราจรภายในเมืองสะดวก สบายและคล่องตัวสูง โดยมีการแบ่ง พื้นที่ใช้สอยไว้อย่างชัดเจน ดังนี้:

ศูนย์ราชการ: ตั้งอยู่บริเวณวงในสุด เพื่อความสะดวกในการติดต่อประสาน งาน

เขตพาณิชย์และย่านการค้า: จัดวางใบ ตำแหน่งที่เข้าถึงง่ายจากทุกทิศทาง

พื้นที่อยู่อาศัย: กระจายตัวรอบนอก เพื่อความเป็นส่วนตัวและลดความ วุ่นวาย

พื้นที่สีเขียว: มีการแทรกสวน สาธารณะขนาดใหญ่ไว้ในจุด ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างสมดุลระหว่างตึก รามบ้านช่องและสิ่งแวดล้อม

“วางผังเมืองก่อนจะเป็นเมือง” วิสัย ทัศน์โดยพระรัฐกิจวิจารณ์ ประวัติศาสตร์การวางผังเมืองยะลา เริ่มต้นโดย พระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) อดีตข้าหลวงและนายก เทศมนตรีเมืองยะลา ผู้ร่วมกับสหาย ข้าราชการริเริ่ม “ผังเค้าโครงเมือง

ยะลา ปี 2485” ในสมัยที่ยะลายังเป็น ชุมชนขนาดเล็กใกล้สถานีรถไฟ การ วางแผนที่แยบยลเริ่มจากการกำหนด จุดศูนย์กลางเมืองที่กิโลศูนย์ (ปัจจุบัน คือที่ตั้งศาลหลักเมือง) แล้วตัดถนน สายหลักอย่างถนนพิพิธภักดี ถนนสุข ยางค์ และถนนสิโรรส ให้พุ่งตรงเข้าสู่ ศูนย์กลาง

การตัดถนนสายย่อยเป็นรูปสี่เหลี่ยม หมากรุกเชื่อมต่อกัน และมีการ ออกแบบซอยหลังบ้านให้ห่างกัน 4 เมตร เพื่อความสะดวกในการจัดการ ขยะและการดับเพลิง ซึ่งถือเป็น แนวคิดที่ล้ำสมัยอย่างมากในยุคนั้น ยะลาสู่การเป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้” ของยูเนสโก

ความสำเร็จของผังเมืองยะลาไม่ได้ หยุดอยู่เพียงแค่โครงสร้างทาง กายภาพ แต่ยังต่อยอดไปสู่การพัฒนา สังคม องค์การยูเนสโก

(UNESCO) ได้ประกาศให้ยะลาได้ รับรางวัล UNESCO Cities for Peace และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่าย “เมืองแห่งการเรียนรู้” (Learning City) เพื่อส่งเสริม เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการเรียนรู้ ตลอดชีวิตของประชาชน ปัจจุบันเทศบาลนครยะลายังคงเดิน หน้าพัฒนาเมืองภายใต้เป้าหมายการ เป็น Smart City โดยนำเทคโนโลยี สมัยใหม่มาปรับใช้ควบคู่ไปกับ ผังเมืองเดิมที่แข็งแรง เพื่อให้ยะลา เป็นเมืองที่ไม่เพียงมีโครงสร้างดี แต่ ยังมีสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน สมกับ ความมุ่งมั่นของชาวยะลาที่เชื่อว่า ผังเมืองที่ยอดเยี่ยมคือจุดเริ่มต้นของ ชีวิตที่มีคุณภาพ

โดยสรุปแล้ว จังหวัดยะลาคือความ ภาคภูมิใจของคนไทยที่แสดงให้เห็น ว่าการมีผังเมืองที่ดีคือสมบัติล้ำค่าที่ ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เป็นทั้งศิลปะในการ ออกแบบและเครื่องมือสำคัญในการ บริหารจัดการเมืองให้เติบโตอย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุด

ผู้มาก่อนกาลอย่างแท้จริง! ย้อนคำ พลตำรวจโท สรรเพชญ มือปราบติดหนวด เคยพูดถึง สมีโชติ เมื่อ 17 ปีที่แล้ว

0

จากกรณี การจับกุม สมีโชติ หรือ ทิดโชติ อดีตเจ้าคุณอติโชติ เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง วัดดังกรุงเก่าอยุธยา ต้นตำรับเหรียญองค์พ่อจตุคาม รุ่น เหนือดวง ยักยอกเงินทำบุญวัดกว่า 100 ล้านบาท รวมไปถึงมีคลิปแอบเสพเมถุนสีกาเอ๋ น.ส.ปุณยวีร์ ล่าสุด ถูกจนท. นำตัวไปฝากขังศาลเพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุด โลกออนไลน์ได้มีการแห่แชร์คลิป พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล อดีตนายตำรวจมือปราบชื่อดังชาวไทย เจ้าของฉายา จังโก้เมืองไทย และ มือปราบติดหนวด ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้สร้างตำนานวัตถุมงคล จตุคามรามเทพ และเป็นผู้ออกแบบศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช เคยพูดถึง สมีโชติ เอาไว้เมื่อ 17

สรุปใจความได้ว่า หลังจากปี 44 แล้ว ใครก็ตามที่ไปปลุกเสกพระ (จตุคามรามเทพ) ที่ศาลหลักเมือง หรือที่ไหนต่อไหน มันปลอมทั้งนั้น ไม่ต้องดู โยนทิ้งได้เลย ถ้าใครขืนเอาไว้ อุบาทว์จัญไรจะตามกินกบาล คอยดูเอาเถอะ ไปชักชวนหลวงพ่อโชติซิ วัดพุทไธศวรรย์ ทำพระปลอมหลอกลวง ชักชวนพระตามวัดต่างๆ นี่ทำปลอมทั้งนั้น

เปิดนาทีสึก อดีตหลวงพ่อโชติ สละสมณเพศ ทิ้งคำพูดกับพระผู้ใหญ่สุดจุก

0

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 10 ก.ย. 2569 มีรายงานจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า พระวชิรญาณ วิ. หรือ อติโชติ ธมฺมวโร ได้สวมชุดขาวและสละสมณเพศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนกลับมาใช้สถานะฆราวาส

ระหว่างดำเนินการ มีรายงานว่า อดีตพระอติโชติยอมรับพฤติกรรมที่กระทำผิด และยินยอมสละสมณเพศโดยดี โดยมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกล่าวกับพระชั้นผู้ใหญ่ว่า “เป็นห่วงศาสนา”

ทั้งนี้ ในทางพระธรรมวินัย หากพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายอาบัติปาราชิก จะถือว่าขาดจากความเป็นพระตั้งแต่ขณะกระทำผิดแล้ว ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องจากนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

เปิดประวัติ “หลวงพ่ออติโชติ” เจ้าอาวาส ต้นตำรับ “เหรียญเหนือดวง”

0

เปิดประวัติ พระวชิรญาณ วิ. หรือ หลวงพ่ออติโชติ ธมฺมวโร เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี พรรษา 30 เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2540 ณ วัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูภัทรกิจโกศล เจ้าอาวาสวัดสนามไชยเป็นอุปัชฌาย์ พระอธิการประสาท เขมาปุญโญ เป็นพรกรรมวาจารย์ และพระอธิการบุญชู ธรรมปุญโญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เปิดประวัติ “หลวงพ่ออติโชติ” เจ้าอาวาส ต้นตำรับ “เหรียญเหนือดวง”

ต่อมาเมื่อปี 2559 ได้ขึ้นเป็น ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จากนั้น 2564 เป็น ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จากนั้น 2565 ขึ้นเป็น เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง

ตำแหน่งสมณศักดิ์

28 กรกฎาคม 2562 เป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระครูภาวนาภัทรคุณ
28 มิถุนายน 2567 เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระวชิรญาณ

ทั้งนี้ หลวงพ่ออติโชติ ธมฺมวโร ยังเป็นผู้จัดสร้าง “เหรียญเหนือดวง” หรือ “เหรียญยกฐานะ” ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในวงการพระเครื่อง โดยจัดสร้างเนื่องในวาระ วัดพุทไธศวรรย์ ได้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง

เปิดภาพเมนูอาหารบนโต๊ะ ขณะนำกำลังเข้าจับกุมเจ้าอาวาสวัดดัง

0

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 10 กันยายน 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. และ พ.ต.ท.สมเดช สารบรรณ รอง ผกก.1 บก.ป. นำกำลังเข้าจับกุม พระวชิรญาณ (อติโชติ ธมฺมวโร) หรือ “หลวงพ่อโชติ” เจ้าอาวาสวัดดัง ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

เปิดภาพเมนูอาหารบนโต๊ะ ขณะนำกำลังเข้าจับกุมเจ้าอาวาสวัดดัง

การจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ที่ 29/2569 ลงวันที่ 8 กันยายน 2569 ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเบียดบังทรัพย์ การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต รวมถึงข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวได้ที่กุฏิภายในวัดดังกล่าว

คดีนี้สืบเนื่องจากมีผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่า หลวงพ่อโชติมีพฤติการณ์เบียดบังเงินของวัดไปเป็นของตนเอง และนำเงินบางส่วนไปมอบให้หญิงคนสนิท เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สินและอำพรางที่มาของเงินในชื่อบุคคลอื่น

เปิดภาพเมนูอาหารบนโต๊ะ ขณะนำกำลังเข้าจับกุมเจ้าอาวาสวัดดัง

ต่อมาตำรวจกองปราบปรามได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในทางลับ ก่อนพบข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อร้องเรียน โดยในช่วงเวลากว่า 2 ปี มีการออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัดโดยมิชอบมากกว่า 20 รายการ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 92 ล้านบาท จึงรวบรวมพยานหลักฐานยื่นขอศาลออกหมายจับ และนำกำลังเข้าจับกุมดังกล่าว

นอกจากนี้ ระหว่างเข้าตรวจสอบภายในกุฏิ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และพบภาพที่ตำรวจระบุว่าเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลระหว่างเจ้าอาวาสกับหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เปิดภาพเมนูอาหารบนโต๊ะ ขณะนำกำลังเข้าจับกุมเจ้าอาวาสวัดดัง

หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่จะนำตัวหลวงพ่อโชติมาสอบปากคำและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินและพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลถึงผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป

ระทึกสภาฯหมื่นล้าน ฝ้าเพดานโรงอาหารถล่ม โชคดีเป็นวันหยุด

0

ระทึกขวัญ! ฝ้าเพดานโรงอาหารรัฐสภาชั้น B2 ถล่ม ทับโต๊ะเก้าอี้เสียหาย โชคดีเกิดวันหยุดไม่มีผู้ใช้งาน เร่งตรวจสอบ!
13 ก.ย. 69 เกิดเหตุฝ้าเพดานบริเวณโรงอาหาร ชั้น B2 ภายในอาคารรัฐสภา พังถล่มลงมา ส่งผลให้โต๊ะและเก้าอี้รับประทานอาหารที่อยู่ด้านล่างได้รับความเสียหาย โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงวันหยุด ซึ่งไม่มีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือผู้มาใช้บริการอยู่ในบริเวณดังกล่าว จึงไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

ระทึกสภาฯหมื่นล้าน ฝ้าเพดานโรงอาหารถล่ม โชคดีเป็นวันหยุด

โดยพื้นที่บริเวณโรงอาหารชั้น B2 เป็นหนึ่งในจุดที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากในวันทำการ ทั้งข้าราชการ พนักงานและบุคลากรของรัฐสภา ตลอดจนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และผู้ที่เดินทางเข้ามาปฏิบัติภารกิจหรือร่วมการประชุมภายในรัฐสภา โดยเฉพาะในช่วงพักกลางวัน

ระทึกสภาฯหมื่นล้าน ฝ้าเพดานโรงอาหารถล่ม โชคดีเป็นวันหยุด

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและทีมวิศวกรของอาคารรัฐสภาได้เข้าตรวจสอบพื้นที่และสำรวจความเสียหาย เพื่อหาสาเหตุของการพังถล่ม รวมถึงตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับโครงสร้าง ความชื้น หรือสภาพของวัสดุหรือไม่ พร้อมปิดกั้นพื้นที่เป็นการชั่วคราวเพื่อดำเนินการซ่อมแซมและตรวจสอบความปลอดภัย

ฝ้าเพดานโรงอาหาร อาคารรัฐสภา พังถล่มลงมา จนท.เร่งตรวจสอบโครงสร้าง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบพื้นที่และความปลอดภัยก่อนกลับมาเปิดใช้งานตามปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำและลดความเสี่ยงต่อผู้ใช้อาคาร

สาววัย 23 แต่งกับชายวัย 51 มา 8 ปี ลูก 8 คน เบื้องหลังครอบครัวอบอุ่น เพิ่งรู้คือนรก

0

สาววัย 23 ปี พบรักสามีอายุ 51 ปี แต่งงานกันมา 8 ปี มีลูกด้วยกัน 8 คน ครอบครัวสุดอบอุ่น แต่เพิ่งรู้เบื้องหลังคือนรก สามีมีความลับซ่อนอยู่

เว็บไซต์ Sinchew รายงานเรื่องราวชีวิตของหญิงรายหนึ่งในประเทศจีน ที่เบื้องหน้าชีวิตแต่งงานของเธอดูจะสมบูรณ์แบบ ที่จริงซ่อนความลับที่น่าตกใจเอาไว้

โจวเหยียน (นามสมมุติ) ปัจจุบันอายุ 33 ปี เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า ในตอนที่เธออายุ 23 ปี เธอตัดสินใจแต่งงานกับชายอายุ 51 ปี แม้ทั้งสองจะอายุห่างกันถึง 28 ปี แต่ก็ไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสองอาศัยอยู่ด้วยกันนานถึง 8 ปี และมีลูกด้วยกัน 8 คน

แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็เล่นตลกกับเธออย่างโหดร้าย เมื่อเธอบังเอิญได้พบความลับของสามีที่จริงมีครอบครัวอยู่แล้ว

โจวเหยียน เผยว่า บ้านเกิดของเธออยู่ที่มณฑลกุ้ยโจว พ่อของเธอทำธุรกิจจากรัฐวิสาหกิจ และครอบครัวของเธอค่อนข้างร่ำรวย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 ขณะที่เธออายุ 23 ปี กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในเมืองฉงชิ่ง เธอได้พบรักกับชายรายหนึ่งชื่อว่า เจิ้งเค่อ (นามสมมุติ) ผ่านทางแอปพลิเคชั่นหาคู่

ทั้งสองคุยกันถูกคอมาก กระทั่งโจวเหยียนจะได้รู้ว่า เจิ้งเค่อ อายุ 51 ปี อาศัยอยู่ในเขตหยูจง เมืองฉงชิ่ง เขาเป็นนักธุรกิจ ในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไวน์ และเหมืองแร่

ทั้งคู่พัฒนาความสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็ว หลังจากรู้จักกันไม่กี่เดือน ก็ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสด้วยกันที่สำนักงานกิจการพลเรือน เขตหยูจง เมืองฉงชิ่ง แต่ตอนนั้นฝ่ายชายบอกกับเธอว่าเขาค่อนข้างยุ่งมาก ไม่มีเวลาไปจดทะเบียนสมรสด้วยตนเอง จึงให้คนช่วยไปจัดการธุระให้ แล้วหลังจากนั้น เขาก็นำใบทะเบียนสมรสมามอบให้กับเธอ

หลังจากนั้น ทั้งสองคุยกันว่าจะไปสหรัฐอเมริกา เพื่อทำการมีลูกแบบอุ้มบุญ หลังจากไปพบบริษัทตัวแทนในแคลิฟอร์เนีย ในระยะเวลา 8 ปี ทั้งคู่เดินทางไปสหรัฐฯ หลายครั้งเพื่อดำเนินการเช่นเดิม
จนกระทั่งมีลูกด้วยกันทั้งหมด 8 คน เป็นผู้ชาย 5 คน และผู้หญิง 3 คน โดยเด็กๆ ทุกคนเกิดที่รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา รวมค่าใช้จ่ายมากกว่า 10 ล้านหยวน (ราว 50 ล้านบาท)

“ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา เราเลี้ยงลูกมาแล้ว 8 คน เป็นชาย 5 คน หญิง 3 คน คนโตปีนี้อายุ 4 ขวบครึ่ง ส่วนคนเล็กสุดอายุเพียง 2 ขวบครึ่ง เดิมทีเขาวางแผนจะมีลูก 12 คน เขาบอกว่าปีนี้เป็นปีมังกร และเราวางแผนจะมีลูกอีก 2 คน”

หลังจากที่เด็ก ๆ ทั้ง 8 คน ถูกทยอยส่งตัวกลับประเทศจีน พวกเขาก็อาศัยอยู่ในบ้านพักที่เขตหยูเป่ย เมืองฉงชิ่ง และได้รับการดูแลโดยโจวเหยียนและพี่เลี้ยง โดยเจิ้งเค่อเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายของครอบครัว เดือนละ 150,000-200,000 หยวน (ประมาณ 757,000-1,000,000 บาท) ซึ่งทุกคนในครอบครัวมีชีวิตที่มีความสุขและอบอุ่นมาก

กระทั่งวันหนึ่งในปี 2566 รถที่บ้านคันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุทางจราจร แต่แล้วอยู่ ๆ รถคันนั้นก็ถูกยึดไปและมีการสอบสวนเพิ่มเติม ทำให้ต่อมาเธอได้ทราบว่า รถคันนั้นเป็นชื่อของภรรยาอีกคนของเจิ้งเค่อ และเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ อีกฝ่ายกำลังฟ้องร้องเธอ โดยขอให้ศาลเพิกถอนทรัพย์สินทั้งหมดที่เจิ้งเค่อมอบให้เธอ
ความจริงสุดช็อกปรากฏว่า เธอถูกหลอกมาโดยตลอด เจิ้งเค่อมีภรรยาอยู่แล้ว ฝ่ายนั้นอาศัยอยู่ที่ประเทศแคนาดา อีกทั้งยังมีลูกที่โตแล้ว

กรดในกระเพาะไหลย้อน (GERD) และความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร
“หลายปีที่เราคบกัน ฉันถูกขังไว้ในความมืด และทะเบียนสมรสที่เขาให้ฉันนั้นก็เป็นของปลอม” โจวเหยียน กล่าว

หลังจากโจวเหยียนไปขอคำอธิบายจากเจิ้งเค่อก็เกิดการทะเลาะกันครั้งใหญ่ และเขาหยุดจ่ายค่าครองชีพรายเดือนทั้งหมดให้เธอ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเธอกลับไปที่บ้าน ก็ถูกทางหน่วยรักษาความปลอดภัยของชุมชนห้ามไม่ให้เข้าบ้าน

สุดท้ายเธอถูกบังคับให้ต้องพาลูก ๆ ทั้ง 8 คน ย้ายกลับไปหาพ่อแม่ที่บ้านเกิด โดยที่เธอต้องเลี้ยงลูกทั้งหมดเพียงลำพัง แม้ว่าจะมีครอบครัวช่วยเหลือก็ตาม

โจวเหยียนยังได้ทราบว่า เมื่อตอนที่ความจริงถูกเปิดเผย เจิ้งเค่อและภรรยาของเขาได้หย่ากัน โดยเขาให้เงินชดเชยเธอจำนวน 180 ล้านหยวน (ประมาณ 900 ล้านบาท) และยังมอบทรัพย์สินในประเทศและต่างประเทศให้อีกมูลค่ากว่า 100 ล้านหยวน (ประมาณ 500 ล้านบาท)

ในขณะที่ตัวโจวเหยียนเอง กลับต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัดมาก ๆ โดยเฉพาะตอนนี้เมื่อลูกโตขึ้น ค่าใช้จ่ายในครอบครัวก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ปัจจุบันลูกคนโตอายุ 4 ขวบครึ่ง ส่วนคนเล็กสุดอายุเพียง 2 ขวบครึ่ง
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอได้ยื่นเรื่องฟ้องเจิ้งเค่อ และเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตร จำนวน 200 ล้านหยวน (ประมาณ 1,000 ล้านบาท) แต่ขณะนี้คดีของเธอก็ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม