เช็กด่วน! หมอเตือน “ยาแก้ปวดตัวนี้” ใครมีอยู่ควรทิ้ง เพิ่งถูกถอนทะเบียน เป็นพิษต่อตับรุนแรง
กระแสเตือนภัยเรื่องยาแก้ปวดกลับมาได้รับความสนใจบนโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังจาก นพ.โฆษิต เอี้ยวฉาย หรือ “หมอเบนซ์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมจมูกจากโรงพยาบาลมาสเตอร์พีซ เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านบัญชี TikTok @dr.benz_masterpiece เพื่อเตือนประชาชนเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนตำรับยาไนมิซุไลด์ (Nimesulide) ชนิดรับประทานสำหรับมนุษย์ พร้อมย้ำข้อความที่ทำให้หลายคนหันกลับไปตรวจสอบยาที่มีอยู่ในบ้านว่า “ใครมีอยู่ที่บ้านให้ทิ้ง”
ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องของยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการใช้ยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบ ซึ่งเป็นยาที่หลายคนคุ้นเคยและอาจคิดว่าสามารถใช้ได้ตามปกติเมื่อมีอาการปวดตามร่างกาย ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือมีอาการอักเสบ อย่างไรก็ตาม ยาแต่ละชนิดมีข้อบ่งใช้ ข้อจำกัด และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การที่ยาชนิดหนึ่งเคยมีจำหน่ายหรือเคยถูกใช้ในทางการแพทย์ ไม่ได้หมายความว่ายานั้นจะเหมาะสมหรือปลอดภัยสำหรับทุกคนเสมอไป
ตามข้อมูลที่เผยแพร่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ได้มีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยาไนมิซุไลด์ชนิดรับประทานสำหรับมนุษย์ โดยมีเหตุผลสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อตับอย่างรุนแรง ความเสี่ยงดังกล่าวเป็นประเด็นที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านยาให้ความสำคัญ เพราะตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งการเปลี่ยนแปลงสารต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย การสร้างโปรตีนบางชนิด และการกำจัดของเสียหรือสารที่ร่างกายไม่ต้องการ
สิ่งที่ทำให้คำเตือนนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ คือความเสี่ยงต่อตับอาจเกิดขึ้นได้แม้ใช้ยาในระยะเวลาไม่นาน โดยข้อมูลที่ถูกกล่าวถึงระบุว่าอาการพิษต่อตับรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้แม้ใช้ยาไม่เกิน 15 วัน นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากบางประเทศที่เคยใช้ยาไนมิซุไลด์อย่างแพร่หลายว่า ผู้ป่วยบางรายเกิดความเสียหายต่อตับอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตหรือจำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายตับ รายงานลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าการประเมินความปลอดภัยของยาไม่ได้พิจารณาเพียงว่ายาสามารถลดอาการปวดได้หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้ด้วย

ไนมิซุไลด์เป็นยาในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs ซึ่งใช้เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบบางประเภท ยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิดและมีข้อควรระวังแตกต่างกัน การมีข่าวเกี่ยวกับความเสี่ยงของไนมิซุไลด์จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยืนยันว่า NSAIDs ทุกชนิดมีอันตรายต่อตับในระดับเดียวกัน แต่เป็นการเน้นย้ำว่ายาแต่ละตัวต้องได้รับการประเมินตามข้อมูลความปลอดภัยของตนเอง และไม่ควรนำยาชนิดหนึ่งไปใช้แทนอีกชนิดโดยไม่ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
อีกประเด็นที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ คือการใช้ยาในช่วงเวลาสั้นไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีผลข้างเคียง ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ตั้งแต่ช่วงแรกของการใช้ ขณะที่บางคนอาจมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าคนอื่น เช่น มีโรคประจำตัว ใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน หรือมีประวัติความผิดปกติของตับ ทั้งนี้ ความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรใช้ประสบการณ์ของตนเองหรือของคนใกล้ตัวเป็นหลักในการตัดสินว่ายาชนิดหนึ่งปลอดภัยสำหรับทุกคน
การเตือนของหมอเบนซ์ผ่าน TikTok ทำให้หลายคนกลับมาตรวจสอบตู้ยาและยาที่เก็บไว้ใช้ในครอบครัว โดยเฉพาะยาที่ซื้อมาเก็บไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ บางบ้านอาจมียาเหลือจากการรักษาครั้งเก่า หรือได้รับยามาจากบุคคลอื่นโดยไม่ได้ตรวจสอบชื่อยาและข้อบ่งใช้ให้ชัดเจน พฤติกรรมดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเสี่ยงได้ เพราะยาที่เคยได้รับจากแพทย์ในสถานการณ์หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับอาการเจ็บป่วยในครั้งต่อไป และยาแต่ละชนิดอาจมีข้อจำกัดในการใช้ที่แตกต่างกัน

สำหรับกรณีไนมิซุไลด์ชนิดรับประทานที่ถูกเพิกถอนทะเบียนตามข้อมูลข้างต้น ประชาชนควรตรวจสอบชื่อสารสำคัญบนบรรจุภัณฑ์หรือเอกสารกำกับยา ไม่ควรพิจารณาจากสี รูปร่าง หรือชื่อทางการค้าเพียงอย่างเดียว หากพบยาที่สงสัยว่าเป็นผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ควรงดใช้และสอบถามเภสัชกรหรือหน่วยงาน อย. เพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อไม่แน่ใจว่ายาที่มีอยู่เป็นตัวยาเดียวกันหรือเป็นยาชนิดอื่นที่มีชื่อคล้ายกัน
การจัดการกับยาที่ไม่ควรใช้ก็เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเช่นกัน ไม่ควรนำยาที่ถูกเพิกถอนหรือยาที่ไม่ทราบแหล่งที่มาไปให้ผู้อื่น ไม่ควรแบ่งยาให้คนในครอบครัวใช้เอง และไม่ควรนำยาไปใช้ต่อเพียงเพราะยังเหลือจำนวนมาก หากต้องการกำจัดยา ควรสอบถามร้านขายยาหรือหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เกี่ยวกับวิธีส่งคืนหรือกำจัดยาอย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการทิ้งยาในลักษณะที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กรณีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า การใช้ยาอย่างปลอดภัยต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่ดูเพียงคำโฆษณาหรือคำบอกต่อบนอินเทอร์เน็ต เมื่อมีประกาศเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนตำรับยา ประชาชนควรตรวจสอบประกาศจากหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง และปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์หากมีข้อสงสัย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังใช้ยาหรือมีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ใช้ยาแก้ปวดอย่างไรให้ปลอดภัย หลังคำเตือนเรื่องไนมิซุไลด์ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง
หลังจากมีการเผยแพร่คำเตือนเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนยาไนมิซุไลด์ชนิดรับประทาน หลายคนอาจเกิดคำถามว่า หากต้องใช้ยาแก้ปวดในชีวิตประจำวันควรทำอย่างไร และจะรู้ได้อย่างไรว่ายาที่อยู่ในบ้านเป็นยาที่มีความเสี่ยงหรือไม่ ประเด็นสำคัญคือไม่ควรหยุดยาทุกชนิดหรือหลีกเลี่ยงการรักษาที่จำเป็นเพียงเพราะเห็นข่าวเกี่ยวกับยาเพียงตัวเดียว แต่ควรแยกให้ออกระหว่างยาที่มีประกาศเพิกถอนโดยเฉพาะกับยาชนิดอื่น และตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนตัดสินใจ
ยาแก้ปวดมีหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มออกฤทธิ์แตกต่างกัน ยาบางชนิดใช้ลดอาการปวดทั่วไป บางชนิดช่วยลดการอักเสบ ขณะที่บางชนิดเหมาะกับอาการหรือผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม การเลือกยาให้เหมาะสมจึงต้องพิจารณาจากอาการ อายุ โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาชนิดอื่นที่ใช้อยู่ด้วย การเลือกยาตามคำแนะนำจากคนรู้จักหรือซื้อยาที่เหลือจากผู้อื่นมาใช้เอง อาจทำให้ได้รับยาที่ไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง

ในกรณีของไนมิซุไลด์ ประเด็นความเสี่ยงต่อตับเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะภาวะตับบาดเจ็บจากยาอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไป ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการผิดปกติที่สังเกตได้ ขณะที่บางรายอาจไม่มีอาการชัดเจนในช่วงแรก การดูจากความรู้สึกว่าตนเองยังสบายดีจึงไม่ใช่วิธีที่เพียงพอในการประเมินความปลอดภัยของยา และไม่ควรทดลองใช้ยาที่มีประกาศเพิกถอนเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองจะเกิดผลข้างเคียงหรือไม่
สัญญาณที่อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของตับ ได้แก่ ผิวหนังหรือดวงตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ คลื่นไส้หรืออาเจียนต่อเนื่อง เบื่ออาหารมากผิดปกติ อ่อนเพลียอย่างชัดเจน หรือปวดบริเวณท้องด้านขวาบน อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากโรคตับเพียงอย่างเดียว และการไม่มีอาการก็ไม่ได้ยืนยันว่าตับทำงานเป็นปกติ หากมีอาการรุนแรงหรือสงสัยว่าตับได้รับผลกระทบจากยา ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอให้อาการหายเองหรือซื้อยาอื่นมากินเพื่อแก้ปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุ
สำหรับผู้ที่เคยใช้ไนมิซุไลด์มาก่อน สิ่งสำคัญคือไม่ควรตื่นตระหนกโดยอัตโนมัติ เพราะการเคยใช้ยาไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเกิดความเสียหายต่อตับ แต่ก็ควรแจ้งประวัติการใช้ยาแก่แพทย์หากมีอาการผิดปกติหรือมีความกังวล โดยให้ข้อมูลเท่าที่จำได้ เช่น ชื่อยา ช่วงเวลาที่ใช้ ปริมาณที่รับประทาน และการใช้ยาอื่นร่วมด้วย หากมีบรรจุภัณฑ์หรือแผงยาเหลืออยู่ ควรนำไปให้แพทย์หรือเภสัชกรตรวจสอบเพื่อช่วยระบุชนิดยาได้แม่นยำขึ้น
ผู้ที่กำลังรับการรักษาโรคเรื้อรังหรือจำเป็นต้องใช้ยาเป็นประจำควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะยาบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาอื่น หรืออาจต้องปรับให้เหมาะกับการทำงานของตับและไต การหยุดยาประจำทุกชนิดด้วยตนเองอาจทำให้โรคเดิมกำเริบหรือเกิดผลเสียอื่นตามมา หากไม่แน่ใจว่ายาที่ใช้อยู่เกี่ยวข้องกับประกาศเพิกถอนหรือไม่ ควรตรวจสอบชื่อสารสำคัญและปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเปลี่ยนแปลงการรักษา
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการใช้ยาแก้ปวดหลายชนิดพร้อมกัน บางคนอาจรับประทานยาแก้ปวดจากร้านขายยา แล้วใช้ยาอีกตัวที่มีอยู่ในบ้านตามไปด้วย โดยไม่ทราบว่ายาทั้งสองชนิดอาจมีสารออกฤทธิ์ซ้ำกันหรือมีข้อควรระวังร่วมกัน การใช้ยาเกินขนาดหรือใช้หลายชนิดโดยไม่มีคำแนะนำที่เหมาะสมสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้ ดังนั้น ก่อนรับประทานยาใหม่ ควรแจ้งเภสัชกรถึงยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ รวมถึงอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อช่วยประเมินความเหมาะสม
ประชาชนยังควรระวังการซื้อยาจากแหล่งที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีฉลากภาษาไทยชัดเจน ไม่มีข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้รับอนุญาต หรือมีการโฆษณาว่ารักษาอาการได้หลายอย่างโดยไม่มีหลักฐานรองรับ ยาที่บรรจุภัณฑ์คล้ายกันอาจมีสารสำคัญแตกต่างกัน และยาที่แบ่งใส่ถุงโดยไม่มีฉลากก็ทำให้ตรวจสอบชนิดยาได้ยากขึ้น การเก็บยาไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิมพร้อมเอกสารกำกับยา จะช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลสำคัญได้สะดวกกว่า
นอกจากนี้ ไม่ควรคิดว่ายาที่ซื้อได้ง่ายหรือเคยได้รับจากคลินิกจะไม่มีความเสี่ยง ยาทุกชนิดอาจมีข้อห้ามใช้และผลข้างเคียง ขึ้นอยู่กับตัวยาและลักษณะของผู้ใช้ การใช้ยาอย่างเหมาะสมจึงควรเริ่มจากการใช้เมื่อมีข้อบ่งใช้จริง อ่านฉลากให้ครบถ้วน ใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และหลีกเลี่ยงการเพิ่มขนาดยาเองเมื่ออาการไม่ดีขึ้น หากอาการปวดยังคงอยู่หรือรุนแรงขึ้น ควรตรวจหาสาเหตุแทนการเพิ่มยาโดยไม่ทราบต้นตอของปัญหา
กระแสเตือนของหมอเบนซ์จึงเป็นโอกาสให้ประชาชนทบทวนวิธีจัดเก็บและใช้ยาในบ้านอีกครั้ง ควรตรวจสอบวันหมดอายุ ชื่อสารสำคัญ และเอกสารกำกับยา แยกยาที่ไม่ทราบชนิดออกจากยาที่ใช้เป็นประจำ และสอบถามเภสัชกรเมื่อพบผลิตภัณฑ์ที่มีข้อสงสัย สำหรับยาไนมิซุไลด์ชนิดรับประทานที่ถูกระบุว่าอยู่ภายใต้คำสั่งเพิกถอนทะเบียน ควรงดใช้และตรวจสอบแนวทางจัดการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรนำไปแบ่งให้ผู้อื่นหรือใช้ต่อเพียงเพราะยังเหลืออยู่
ท้ายที่สุด การใช้ยาอย่างปลอดภัยไม่ได้หมายถึงการกลัวการใช้ยาทุกชนิด แต่คือการเข้าใจว่ายาแต่ละตัวมีประโยชน์และความเสี่ยงแตกต่างกัน และการตัดสินใจต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง คำเตือนเกี่ยวกับไนมิซุไลด์เน้นให้เห็นว่าความเสี่ยงร้ายแรงอาจเกิดขึ้นได้แม้ใช้ยาในช่วงเวลาสั้น จึงควรให้ความสำคัญกับประกาศจาก อย. และคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์มากกว่าการคาดเดาจากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อมีอาการเจ็บป่วย ควรเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับตนเอง และไม่ใช้ยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนหรือยาที่ไม่สามารถระบุชนิดได้อย่างชัดเจน